ข้อสันนิษฐาน เบื้องต้นเมื่อพบต้นมะละกอแสดงอาการใบเหลือง
ข้อสันนิษฐาน เบื้องต้นเมื่อพบต้นมะละกอแสดงอาการใบเหลือง

ข้อสันนิษฐาน เบื้องต้นเมื่อพบต้นมะละกอแสดงอาการใบเหลือง
ต้นมะละกอที่แสดงอาการใบเหลืองนั้น มีด้วยกันหลายสาเหตุ ตัวอย่างเช่น
ใบเหลืองจากขาดธาตุธาตุไนโตรเจน
ใบเหี่ยวจากการขาดน้ำ/น้ำไม่เพียงพอ หรือมีน้ำขังเป็นเวลานาน
สารเคมีที่ใช้ในแปลงหรือใกล้เคียง
ระบบรากมีปัญหา
ไวรัส PRSV

จึงต้องมีการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้นเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง ทั้งการให้น้ำ การให้ปุ๋ย การใช้สารเคมี การระบาดของโรคในพืชที่เดิม หรือแมลงศัตรูพืชที่ระบาดในพื้นที่ เพื่อการแก้ปัญหาที่ตรงสาเหตุ
คำแนะนำในแต่ละกรณี
ใบเหลืองจากขาดธาตุไนโตรเจน
- อาการใบเหลืองจากใบล่างลามขึ้นสู่ใบบนเป็นอาการขาดธาตุไนโตรเจน มักพบอาการขาดธาตุเป็นหย่อม บางพื้นที่จึงควรตรวจสอบการใหปุ๋ย ในมะละกอควรให้ปุ๋ยอย่างสม่ำเสมอ ทุก 15-30 วัน โดยปุ๋ยที่แนะนําในช่วงก่อนติดผลผลิต ได้แก่ปุ๋ยสูตรเสมอ เช่น 15-15-15 หรือ สูตร 16-16-16 หรือ ปุ๋ยไนโตรเจนสูง เช่น 25-7-7 หรือ 20-10-10 โดยหลังมะละกอติดดอก ให้ผลผลิตแล้ว แนะนํา ปุ๋ยสูตร โพแทสเซียมสูง เช่น 13-13-21 หรือ 12-12-17
ใบเหี่ยวจากการขาดน้ำ/น้ำไม่เพียงพอ หรือมีน้ำขังเป็นเวลานาน
- การขังน้ำ และ การขาดน้ำเป็นเวลานาน ทำให้ต้นมะละกอเกิดอาการเหี่ยว เหลือง และเกิดใบร่วงได้ มะละกอเป็นพืชที่ไม่ต้องการน้ำมาก แต่ก็ขาดน้ำไม่ได้เช่นกัน ฉะนั้นจึงควรจัดสรรน้ำและวิธีการให้น้ำให้เหมาะสมกับพื้นที่และชนิดดิน ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ แต่ไม่ให้มากเกินไป และต้องดูแลระบายน้ำไม่ให้มีน้ำขังบริเวณโคนต้น โดยการขุดร่องน้ำให้ลึกระบายน้ำได้ดี
สารเคมีที่ใช้ในแปลงหรือใกล้เคียง
- มะละกอเป็นพืชที่มีความอ่อนไหวต่อสารเคมีอย่างมาก จึงต้องระมัดระวังในการใช้สารเคมีอย่างยิ่ง โดยสารเคมีที่ไม่สามารถใช้กับมะละกอได้เลย คือ สารคลอรฟีนาเพอร์ กํามะถัน และโพรพาไกต จะพบอาการไหม้รุนแรง และสารเคมีที่เป็นสูตรน้ำมัน หรือ EC จะพบอาการ Phytotoxic ชัดเจน สารกําจัดวัชพืช ที่เป็นอันตรายร้ายแรง และห้ามใช้ในบริเวณใกล้เคียง คือ สาร 2-4 ดี ควรใช้สารได้เฉพาะ ยาสัมผัส เชน กลูโฟซิเนต แอมโมเนียม หรือ ไดควอต เท่านั้น ห้ามใช้สารกลุ่มดูดซึมเด็ดขาด อาจทำให้ใบเหลือง เหี่ยวได้
ระบบรากมีปัญหา
- โรคทางดิน โรครากเน่า โคนเน่า เกิดจากเชื้อราโรคพืช มะละกอต้นมีอาการเน่ารอบๆลำต้น หรือลามลงไป สวนราก ทำให้รากเน่า ใบที่เกิดไหม้จะมีก้านใบสั้นกว่าปกติ ใบที่เจริญเต็มที่ แล้วจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองเร็วกว่าปกติ มักระบาดมากในช่วงฤดูฝน จะระบาดได้อย่างรวดเร็วไปทั้งสวน
การป้องกันโรคในดิน การป้องกันโรคที่มีประสิทธิภาพ ต้องอาศัยการผสมผสานหลายวิธีเข้าด้วยกันดังนี้
1. หมั่นสํารวจแปลงปลูกอยู่เสมอ เมื่อพบต้นกล้าทีเป็นโรค ให้ถอนและนําไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกทันที และรักษาความสะอาดของแปลงปลูก และวัสดุปลูก
2. เว้นระยะต้นให้แสงแดดสามารถส่องผ่านได้ มีการระบายน้ำทีดี
3. ก่อนปลูกใช้ไตร-แท๊บ ผสมวัสดุเพาะกล้า อัตรา 1 กิโลกรัม ต่อวัสดุเพาะกล้า 100-500 กิโลกรัม การรองก้นหลุมก่อนปลูกใช้ ไตร-แท๊บ อัตรา 50-100 กรัมต่อหลุม หรือการหว่านโคนต้น ใช้ ไตร-แท๊บ 1 กิโลกรัมผสมปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก 100-200 กิโลกรัม
4. ป้องกันโรคด้วยการใช้ ไตร-แท๊บ ฉีดพ่นลงดินหรือปล่อยไปกับระบบน้ำ ในอัตราส่วน 100 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือไตร-แท๊บ 50 กรัม ร่วมกับ เจน-แบค 50 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร
5.การปรับสภาพดินด้วยการใช้ จัสเตอร์ ฉีดพ่นลงดินหรือปล่อยไปกับระบบน้ำ ในอัตราส่วน 20 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร เพื่อปรับสภาพดินให้ pH อยู่ในช่วง 6-6.5 ซึ่งเหมาะสมต่อการเจริญเติบโต และไม่เอื้อต่อการเกิดโรค

ไวรัส PRSV
ไวรัส PRSV Papaya Ringspot virus อาการของโรคไวรัสจุดวงแหวนสังเกตได้จาก
1. ใบมีจุดสีเหลือง ด่างเป็นวงๆ ทั้งเนื้อใบและเส้นใบ ขยายทั่วทั้งใบ เมื่อจุดขยายใหญ่ ตรงกลางจุดจะตายเป็นสีน้ำตาล
2. ใบมะละกอหงิกงอ ยอดแคระแกร็น ไม่เจริญเติบโต
3. ลำต้นและก้านใบอาจมีแถบสีเขียวเข้ม
4. ผลมะละกอเป็นรอยวงแหวน เมื่อเป็นมากรอยจะเริ่มยุบตัวผิดปกติ ผลบิดเบี้ยว ขนาดเล็ก เนื้อแข็ง คุณภาพตํ่า ขายไม่ได้ เชื้อไวรัสสามารถถายทอดผานการสัมผัสด้วยมือหรืออุปกรณ์การเกษตรจาก ต้นที่ติดเชื้อไปยังต้นปกติได้ โดยเฉพาะทางบาดแผลและถ่ายทอดโดยมีเพลี้ยอ่อน หลายชนิดเป็นพาหะ หากมีการติดเชื้อจะแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วทั่วทั้งแปลง
การป้องกันกำจัดไวรัสในมะละกอ
1. หมั่นสำรวจแปลงปลูกเป็นประจำและสม่ำเสมอ หากพบแมลงให้รีบป้องกันกำจัดทันที
2. กำจัดวัชพืชในแปลงปลูก เพื่อลดแหล่งอาศัยของแมลงพาหะ
3. หลีกเลี่ยงการปลูกพืชที่เป็นพืชอาศัยของไวรัส เช่น แตงกวา มะเขือ ยาสูบ บวบ
4. หากพบแมลงให้รีบป้องกันกำจัดทันที สามารถควบคุมการระบาดแมลงได้ด้วย บิว-เวอร์ อัตรา 100 กรัม ร่วมกับสารจับใบ เบนดิกซ์ 5 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ควรฉีดให้สัมผัสกับตัวแมลงโดยตรง ฉีดพ่นซ้ำทุกๆ 3-5 วัน
5. ฆ่าเชื้อด้วย ยูชอยส์ 30 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 7 วัน ติดต่อกัน 2 ครั้ง
6. สร้างภูมิคุ้มกันก่อนการเกิดโรค ด้วยไคโตซาน แม็กซ์ 1 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 10 วัน
7. ลดความรุนแรงของโรคไวรัสด้วย วี พลัส อัตรา 30 ซีซี ใช้ร่วมกับสารจับใบ เบนดิกซ์ อัตรา 5 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ทุก 10 วัน

เรียบเรียงข้อมูลโดย ชุลีพร ใจบุญ
13 กุมภาพันธ์ 2569
ผู้ชม 1093 ครั้ง