ตอบคำถามเกษตรกร ฟักบัตเตอร์นัท สควอช (Butternut Squash) สามารถเป็นโรคเหี่ยวเขียวด้วยหรือไม่

ตอบคำถามเกษตรกร

คำถาม : ฟักบัตเตอร์นัท สควอช (Butternut Squash) สามารถเป็นโรคเหี่ยวเขียวด้วยหรือไม่

คำตอบ : ฟักบัตเตอร์นัท สควอช (Butternut Squash) เป็นพืชในตระกลูแตง และฟักทอง ดังนั้นจึงสามารถเกิดโรคเหี่ยวได้ นอกจากโรคเหี่ยวเขียวแล้วยังมีโรคเหี่ยวที่เกิดจากแบคทีเรียชนิดอื่นที่สร้างความเสียหายให้แก่ฟักบัตเตอร์นัท สควอชได้อีก

ฟักบัตเตอร์นัท สควอช (Butternut Squash) หรือฟักทองบัทเตอร์นัทเป็นพืชตระกูลฟักแฟง ฟักทอง เมล่อน แตงกวา (Cucurbita moschata) นิยมปลูกเพื่อบริโภคผลสุก เนื้อสีส้ม มีกลิ่นหอม รสหวาน เนื้อเนียน ปลูกได้ดีในสภาพดินร่วน ดินร่วนปนทราย ระบายน้ำดี pH 6.0–6.8 และอุณหภูมิต่ำ หากอุณหภูมิสูงเกิน 35°C จะทำให้การผสมเกสรลดลง ผลรูปทรงผิดปกติ เนื้อด้าน อายุปลูกถึงเก็บเกี่ยวของฟักบัตเตอร์นัท สควอช (Butternut Squash) โดยทั่วไปอยู่ที่ 80–100 วันหลังปลูก ขึ้นกับพันธุ์และฤดูกาล ในประเทศไทยมีการปลูกอยู่หลายพื้นที่

ภาคเหนือ – ปลูกมากที่สุด เหมาะที่สุดเพราะอากาศเย็น ทำให้ติดผลดี สีเนื้อสวย หวาน

ภาคตะวันตก – อากาศเย็นปลายฝน–หนาว เหมาะต่อการผลิตช่วงนอกฤดูของภาคเหนือ

ภาคกลาง – ปลูกเชิงแปลงทดลองและฟาร์มอินทรีย์

ภาคตะวันออก & อีสาน – เริ่มขยายตัว

ภาคใต้ – ปลูกได้ แต่ประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับฤดู

โดยโรคเหี่ยวเขียวที่ทำความเสียหายที่พบในประเทศไทยเกิดจากเชื้อ Ralstonia solanacearum เป็นแบคทีเรียแกรมลบ (Gram –) รูปร่างแท่งสั้น มีแฟลเจลลาแบบ peritrichous เชื้อทำให้เกิดโรคในพืชวงศ์ Solanaceae (มะเขือเทศ มะเขือ มันฝรั่ง พริก ยาสูบ) และพืชบางชนิดในวงศ์แตง ลักษณะอาการ คือ เหี่ยวทั้งต้นแบบเฉียบพลัน ตอนเหี่ยวใบยังเขียวอยู่ ต่อมาเปลี่ยนเป็นเหลือง เมื่อตัดกลางลำต้นใส่น้ำใส จะเห็น “เส้นเมือกขุ่นขาว” ไหลออกจากท่อลำเลียง ไม่มีพาหะเฉพาะ เป็นพาหะทางสิ่งแวดล้อม เช่น ดิน น้ำ เครื่องมือ และพืชอาศัย แพร่กระจายผ่านน้ำ ดิน เครื่องมือเกษตร หรือรากที่สัมผัสกัน อยู่ในดินและเศษรากได้นานหลายเดือนถึงปี

นอกจาก เชื้อ Ralstonia solanacearum ที่เป็นสาเหตุของโรคเหี่ยวเขียว ในต่างประเทศโรคเหี่ยวจากแบคทีเรียที่สร้างความเสียหายแก่ ฟักบัตเตอร์นัท สควอช คือ แบคทีเรีย Erwinia tracheiphila เป็นแบคทีเรียแกรมลบ (Gram –) รูปร่างแท่ง มีแฟลเจลลาแบบ polar เชื้อทำให้เกิดโรคในพืชวงศ์ Cucurbitaceae (แตงกวา ฟักทอง บวบ แตงโม มะระ ฟักเขียว) ลักษณะอาการ เหี่ยวเริ่มจากใบหนึ่งๆ แล้วลามทั้งต้น เมื่อตัดกลางลำต้นจะมีเมือกเหนียวสีขาวขุ่นยืดได้คล้ายเชื้อ Ralstonia solanacearum มีพาหะเฉพาะ คือ “ด้วงแตง” (Acalymma vittatum, Diabrotica undecimpunctata) เชื้อจะอาศัยอยู่ในทางเดินอาหารของด้วงได้ในฤดูหนาว และในเศษพืชชั่วคราว เชื้อแบคทีเรีย Erwinia tracheiphila แทบไม่พบในประเทศไทยเลย เพราะเป็นเชื้อที่จำกัดอยู่ใน เขตอบอุ่น (temperate regions) เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา และยุโรปตอนเหนือ

การป้องกันกำจัด โรคเหี่ยวเขียว
1. พื้นที่ที่เคยพบว่ามีการระบาดของโรคเหี่ยวควรปลูกพืชหมุนเวียน ควรกำจัดวัชพืชในแปลงให้หมด หรือจะไถดินตากแดดสัก 2-3 ครั้ง
2. ปรับสภาพดินให้อยู่ในช่วง pH 5.5-6.5 ด้วย จัสเตอร์ (สารปรับปรุงสภาพดินชนิดน้ำ) ใช้ฉีดพ่นลงดินหรือ ปล่อยไปกับระบบน้ำ อัตราโดยปริมาณน้ำ 80-100 ลิตร/ไร่
pH น้อยกว่า 4.5 ควรใช้ 15 ลิตร/ไร่
ช่วง pH 4.5-5.5 ควรใช้ 10 ลิตร/ไร่
ช่วง pH 5-6.5 (หรือในกรณีไม่ทราบค่า pH ของดิน) ควรใช้ 5 ลิตร/ไร่
3. เพาะกล้าใช้ ไตร-แท๊บ 1 กก. ผสมวัสดุปลูก 100-500 กก.
4. รดต้นกล้าด้วย บาซิทัส อัตรา 50 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร รดทุก 7 วัน
5. ป้องกันด้วยชีวภัณฑ์ เจน-แบค อัตรา 100 กรัม + บาซิทัส อัตรา 50 กรัม + จัสเตอร์ อัตรา 100 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นลงดิน หรือปล่อยไปกับระบบน้ำ ทุก 5-7 วัน

เรียบเรียงโดย หนึ่งฤทัย ไหมพรหม

อ้างอิง https://www.frontiersin.org/journals/plant-science/articles/10.3389/fpls.2017.01794/full

13 พฤศจิกายน 2568

ผู้ชม 216 ครั้ง

Engine by shopup.com