รู้ทันโรคและแมลงในดาวเรือง: ป้องกันก่อนสาย เพื่อคุณภาพดอกสูงสุด
รู้ทันโรคและแมลงในดาวเรือง: ป้องกันก่อนสาย เพื่อคุณภาพดอกสูงสุด

"รู้ทันโรคและแมลงในดาวเรือง: ป้องกันก่อนสาย เพื่อคุณภาพดอกสูงสุด"
ดาวเรือง เป็นพืชดอกเศรษฐกิจที่สำคัญของไทย นิยมปลูกเพื่อใช้ประดับ ทำพวงมาลัย และมีคุณค่าทางวัฒนธรรมในพิธีกรรมต่างๆ ด้วยสีสันสดใสและกลิ่นเฉพาะตัว ดาวเรืองกลายเป็นพืชที่มีความต้องการสูงทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะช่วงที่มีวันสำคัญทางศาสนา เช่น เข้าพรรษา ออกพรรษา วิสาขบูชา ซึ่งเป็นช่วงที่ดอกดาวเรืองมีราคาสูง
อย่างไรก็ตาม การปลูกดาวเรืองให้ได้คุณภาพดีและผลผลิตสูงกลับไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากพืชชนิดนี้มีความอ่อนแอต่อโรคหลายชนิด โดยเฉพาะโรคที่เกิดจากเชื้อรา แบคทีเรีย ซึ่งสามารถทำให้เกิดความเสียหายอย่างมากต่อคุณภาพดอก อัตราการเจริญเติบโต และอายุการเก็บเกี่ยว นอกจากโรคแล้วยังมีแมลงหลายชนิดที่เข้าทำลายดอกดาวเรือง เช่น เพลี้ยไฟ เพลี้ยอ่อน หนอนเจาะดอก บทความนี้จะช่วยให้เกษตรกรสามารถป้องกันและจัดการโรคและแมลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเริ่มตั้งแต่การเตรียมดิน การดูแลต้นกล้า ไปจนถึงช่วงเก็บเกี่ยว ดังนี้
|
โรคและแมลงที่พบมากในแต่ละเดือน |
|||
|---|---|---|---|
| เดือน | สภาพอากาศโดยทั่วไป | โรคที่พบบ่อย | แมลงศัตรูพืชหลัก |
| มกราคม | อากาศเย็น แห้ง | ราแป้ง | เพลี้ยอ่อน, ไรแดง |
| กุมภาพันธ์ | เริ่มร้อนขึ้น | ใบจุด | เพลี้ยไฟ, ไรแดง |
| มีนาคม | ร้อนจัด | โรคเหี่ยวเขียว | เพลี้ยไฟ, เพลี้ยอ่อน |
| เมษายน | ร้อนชื้น | โรคเหี่ยว / โคนเน่า | หนอนกัดใบ, เพลี้ยไฟ |
| พฤษภาคม | ต้นฤดูฝน | โรคโคนเน่า | หนอนเจาะดอก, แมลงหวี่ขาว |
| มิถุนายน | ฝนตกสม่ำเสมอ | รากเน่า, ใบจุด, แอนแทรคโนส | หนอนผีเสื้อ, เพลี้ยไฟ |
| กรกฎาคม | ฝนชุก | โรคเน่าดอก | เพลี้ยไฟ, หนอนกัดดอก |
| สิงหาคม | ฝนตกชุกต่อเนื่อง |
เหี่ยว, รากเน่า |
เพลี้ยไฟ, แมลงหวี่ขาว |
| กันยายน | ปลายฝนต้นหนาว | ใบจุด, ราแป้ง | หนอนเจาะดอก, เพลี้ยอ่อน |
| ตุลาคม | เริ่มเย็น แดดแรง | ใบจุด, เหี่ยว | เพลี้ยไฟ, ไรแดง |
| พฤศจิกายน | หนาวแห้ง | ราแป้ง | เพลี้ยอ่อน, ไรแดง |
| ธันวาคม | หนาวเย็น | ราแป้ง, ใบจุดเล็กน้อย | เพลี้ยอ่อน, เพลี้ยไฟAlandur |
| ลักษณะอาการของโรคที่พบบ่อยในดาวเรือง ได้แก่ | |||
|---|---|---|---|
| โรค | สาเหตุ / เชื้อ | อาการ | สภาพแวดล้อมที่เหมาะต่อการระบาด |
| โรคเหี่ยว (Bacterial Wilt / Fusarium Wilt) | Ralstonia solanacearum, Fusarium oxysporum |
ใบเหี่ยวเฉา แม้ดินมีน้ำ แผลช้ำที่โคนต้นเหี่ยวเขียว ต้นเหี่ยวฉับพลันทั้งต้นแต่ใบยังเป็นสีเขียว เมื่อตัดลำต้นแช่น้ำจะเห็นมีน้ำเมือกขาวไหลออกจากท่อลำเลียง เหี่ยวเหลือง ต้นเหี่ยวถาวรใบเหลืองทั้งต้น เมื่อตัดลำต้นจะเห็นท่อลำเลียงเป็นสีน้ำตาล |
ดินชื้น ระบายน้ำไม่ดี |
| โรคราแป้ง (Powdery mildew) | Oidium sp. | ใบมีฝุ่นสีขาวปกคลุม ดอกเหี่ยวเร็ว | อากาศแห้ง ร้อน ความชื้นต่ำ |
| โรครากเน่า–โคนเน่า (Root/Stem rot) | Pythium sp., Rhizoctonia solani | ต้นกล้าเน่า ลำต้นลีบ โคนต้นเป็นสีน้ำตาล | ดินแฉะ น้ำขัง |
| โรคใบจุด (Leaf spot) | Alternaria sp. | ใบมีจุดกลมสีน้ำตาลเข้ม เนื้อใบแห้ง | ฝนตกชุก อากาศอบอ้าว |
| โรคเน่าดอก (Botrytis / Gray mold) | Botrytis cinerea | กลีบดอกมีราสีเทา ดอกเน่า | อากาศเย็นชื้น |

|
ลักษณะอาการของแมลงที่พบบ่อยในดาวเรือง ได้แก่ |
||
|---|---|---|
| แมลง | ลักษณะอาการทำลาย | ช่วงระบาด |
| เพลี้ยอ่อน (Aphids) | ดูดน้ำเลี้ยงใบอ่อน ใบด่างงอ มีมดขึ้น | อากาศร้อนแห้ง |
| เพลี้ยไฟ (Thrips) | ใบหงิก ยอดบิด ดอกไหม้เป็นสีน้ำตาล | ช่วงอากาศร้อน |
| หนอนกัดใบ / หนอนเจาะดอก | กัดดอกและใบ ทำให้ดอกเสียรูป | ตลอดปี โดยเฉพาะหน้าฝน |
| แมลงหวี่ขาว (Whitefly) | ดูดน้ำเลี้ยงใต้ใบ ใบเหลือง และเป็นพาหะนำไวรัส | หน้าร้อนถึงต้นฝน |
| ไรแดง (Spider mite) | ใบเหลือง มีใยเล็กๆ ใต้ใบ | อากาศร้อนจัด |
| ด้วงดิน / หนอนด้วง | กัดรากและโคนต้น ทำให้ต้นเหี่ยว | ดินใหม่ / แปลงปลูกเก่า |

การป้องกันกำจัดโรคและแมลง
1. การเตรียมดิน
ความเป็นกรด-ด่างของดินมีส่วนสำคัญต่อการเกิดโรค และดินที่ไม่ดียังส่งผลต่อการเจริญเติบโตของพืชอีกด้วย ก่อนปลูกพืชเกษตรกรควรวัดความเป็นกรด-ด่างของดิน
- ปรับดินก่อนปลูก ใช้ จัสเตอร์ ปรับค่าความเป็นกรด-ด่างของดิน (pH) อยู่ในช่วง 6.0-6.8 อัตราน้ำ 80-100 ลิตร/ไร่
pH ต่ำกว่า 4.5 15 ลิตร/ไร่
pH 4.5-5.5 10 ลิตร/ไร่
pH 5.6-9.5 5 ลิตร/ไร่
- หากไม่ทราบค่า pHแนะนำใช้ จัสเตอร์ ในอัตรา 5 ลิตร/ไร่ใช้ ไตร-แท๊บ 1 กก. ผสม ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก 100-500 กก.หว่านในแปลงปลูก
2. การเพาะกล้า
- เพาะกล้าใช้ ไตร-แท๊บ 1 กก. ผสมวัสดุปลูก 100-500 กก.
- รดต้นกล้าด้วย บาซิทัส อัตรา 50-100 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร รดทุก 7 วัน
3. ระยะเจริญเติบโต
- หลังย้ายกล้าป้องกันโรคทางดินใช้ บาซิทัส + เจน-แบค + จัสเตอร์ อัตรา 1 กก. + 500 กรัม + 500 ซีซี ต่อไร่ ปล่อยไปกับระบบน้ำ ทุก 5-7 วัน
- ป้องกันโรคทางใบใช้ เจน-แบค + จัสเตอร์ อัตรา 1 กก. + 200 ซีซี + สารจับใบเบนดิกซ์ อัตรา 15-20 ซีซี ต่อไร่ ฉีดพ่นทรงพุ่มทุก 5-7 วัน

4. ป้องกันกำจัดศัตรูพืช
เพลี้ยไฟ ไรแดง ใช้ชีวภัณฑ์ เมตาไลต์ อัตรา 100 กรัมร่วมกับสารจับใบมูฟ เอ็กซ์ อัตรา 3-5 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นซ้ำทุก ๆ 3-5 วัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งาน ตามการระบาดของแมลง หากมีการระบาดสามารถใช้ร่วมกับสารเคมีเพื่อลดการดื้อยาของแมลงได้
หนอนด้วงดิน ใช้การทํากองปุ๋ยหมักล่อใกล้ๆ แปลงให้ด้วงมาวางไข่ โดยทำกองล่อขนาด 2x2 เมตร จากนั้น 1 กองล่อ นำมาผสมเมตาไลต์ในอัตรา 1 กิโลกรัม กับวัสดุอินทรีย์ เช่น ซากพืชและปุ๋ยคอก รดน้ำให้ชุ่ม ปิดด้วยทางมะพร้าว โดยกองล่อ 1 กอง สามารถใช้ควบคุมหนอนด้วงได้ 5 ไร่
แมลงหวี่ขาว เพลี้ยอ่อน ใช้ชีวภัณฑ์บิว-เวอร์ อัตรา 100 กรัมร่วมกับสารจับใบเบนดิกซ์ 3-5 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นซ้ำทุก ๆ 3-5 วัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งาน ตามการระบาดของแมลง หากมีการระบาดสามารถใช้ร่วมกับสารเคมีเพื่อลดการดื้อยาของแมลงได้
หนอนกัดใบ หนอนกัดดอก หนอนผีเสื้อ ใช้ชีวภัณฑ์ ทีเอบี บีทีเอ อัตรา 80-100 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตรร่วมกับสารจับใบเบนดิกซ์ อัตรา 3-5 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่วต้นพืชทุก 3-5 วัน ตามการระบาดของแมลง หากมีการระบาดมากให้พ่นติดต่อกัน 3 วัน หรือใช้ร่วมกับสารเคมีเพื่อลดการดื้อยาของแมลง
การใช้ชีวภัณฑ์กำจัดโรคและแมลง แนะนำให้ฉีดพ่นช่วงเย็นและอากาศไม่ร้อน และฉีดพ่นให้สัมผัสกับตัวแมลง

เรียบเรียงข้อมูลโดย: หนึ่งฤทัย ไหมพรหม
13 พฤศจิกายน 2568
ผู้ชม 236 ครั้ง