ค่า pH สำคัญกับโรคพืชอย่างไร? ทำไมต้องปรับดิน?
ค่า pH สำคัญกับโรคพืชอย่างไร? ทำไมต้องปรับดิน?
ค่า pH สำคัญกับโรคพืชอย่างไร? ทำไมต้องปรับดิน?
ดินเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดต่อการเจริญเติบโตของพืช พืชหลายชนิดอาศัยดินทั้งเพื่อยึดราก ดูดซึมธาตุอาหาร และเป็นแหล่งน้ำหล่อเลี้ยง หากเปรียบเทียบให้เข้าใจง่าย ดินก็เหมือน “บ้านและครัว” ของพืช เพราะเป็นที่อยู่อาศัยและเป็นแหล่งอาหารในเวลาเดียวกัน หนึ่งในคุณสมบัติสำคัญของดินที่ส่งผลต่อพืช คือ ค่า pH หรือค่าความเป็นกรด-ด่างของดิน
ค่า pH ไม่ได้บอกเพียงแค่ความเปรี้ยวหรือความเป็นด่างของดินเท่านั้น แต่ยังมีผลต่อปฏิกิริยาเคมีในดิน การละลายของธาตุอาหาร การเจริญของจุลินทรีย์ทั้งที่เป็นประโยชน์และที่ก่อโรค และที่สำคัญคือมีผลโดยตรงต่อการระบาดของโรคพืชต่าง ๆ หากค่า pH ไม่เหมาะสมโดยเฉพาะ pH ที่เป็นกรด (ต่ำกว่า 5) ดินจะกลายเป็นสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการระบาดของโรค และทำให้พืชอ่อนแอมากขึ้น
หนึ่งในโรคที่มักระบาดรุนแรงในดินที่มีสภาพเป็นกรด คือ โรคเหี่ยวเขียว
โรคเหี่ยวเขียว (Bacterial wilt) เป็นโรคสำคัญที่สร้างความเสียหายรุนแรงต่อพืชตระกูลมันฝรั่ง มะเขือเทศ พริก ยาสูบ และพืชเศรษฐกิจอื่น ๆ อีกมากในเขตร้อนและกึ่งร้อนชื้น สาเหตุเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Ralstonia solanacearum ซึ่งอาศัยอยู่ในดิน น้ำ และเศษซากพืช เชื้อนี้สามารถอยู่รอดได้นานและแพร่ระบาดได้ง่าย โรคมักระบาดหนักในดินที่มีค่า pH อยู่ในช่วง 5.0-6.5 ซึ่งเป็นดินกรดถึงกึ่งกรด แต่เมื่อปรับค่า pH ให้อยู่ในช่วง 6.5–7.0 หรือใกล้เคียงดินกลาง ความรุนแรงของโรคจะลดลงอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้นการปรับสภาพดินเป็นหนึ่งในวิธีที่จะบรรเทาการเกิดโรคได้
| ความรุนแรงของโรคเหี่ยวเขียว vs ค่า pH ดิน | ||
|---|---|---|
| ค่า pH ดิน | ความรุนแรงของโรค | |
| < 5.5 (กรดจัด) | รุนแรงมาก |
- เชื้อก่อโรคเหี่ยวเขียว เจริญได้ดีในดินกรดชื้น - ขาด Ca, Mg → ผนังเซลล์พืชอ่อนแอ - P ถูกตรึง → พืชอ่อนแอ |
| 5.5 - 6.5 (กรดอ่อนถึงกึ่งกลาง) | รุนแรงปานกลาง–สูง |
- เชื้อยังคงเจริญได้ดี - Ca เริ่มมีประโยชน์บ้าง แต่ยังไม่พอ |
| 6.5 - 7.0 (กลาง) | รุนแรงต่ำ |
- เป็นช่วงที่ธาตุอาหารหลัก–รองเป็นประโยชน์สูงสุด - Ca²⁺, Mg²⁺ เสริมความแข็งแรงผนังเซลล์พืช - เชื้อก่อโรคเหี่ยวเขียว ไม่ชอบดินกลาง - ช่วยส่งเสริมจุลินทรีย์ที่ประโยชน์ในดิน |

แคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO₃) กับการลดโรคเหี่ยวเขียว
จัสเตอร์ (สารปรับปรุงดินชนิดน้ำ) ที่ผลิตจากแคลเซียมคาร์บอเนตบริสุทธิ์ สารปรับปรุงสภาพดินที่ได้จากแร่ธาตุจากธรรมชาติที่ผ่านขบวนการผลิตที่ทำให้มีขนาดของอนุภาคที่เล็กเท่ากับ 0.5 ไมครอน มีค่าความกรด-ด่าง (pH) 8.5-10 ละลายน้ำได้ดี ปรับสภาพดินได้รวดเร็ว เห็นผลภายใน 1 เดือน ใช้ปริมาณน้อย 1 ลิตร เท่าปูนบด (CaCO3) 100 กิโลกรัม
- ลดการใส่ปุ๋ย การใช้จัสเตอร์ที่เป็นสารปรับสภาพดินที่มีอนุภาคเล็กช่วยปรับดินที่เป็นกรดได้อย่างรวดเร็ว ทำให้ดินกลับสู่ค่า pH ที่เหมาะสม ช่วยปลดปุ๋ยในดินทำให้พืชสามารถดูดซึมธาตุอาหารได้ง่าย และใช้ประโยชน์ของปุ๋ยได้เต็มที่ ทำให้ธาตุอาหารหลัก (N, P, K) และรอง (Ca, Mg, S) มี ความเป็นประโยชน์สูงสุด และธาตุจุลธาตุ (Fe, Zn, Mn, Cu, B, Mo) ก็ละลายได้ในระดับเหมาะสม ไม่ขาด ไม่เกิน ลดการเติมปุ๋ยโดยไม่จำเป็น
- เพิ่มแคลเซียมในดิน เมื่อ CaCO₃ สลายตัว จะปลดปล่อยแคลเซียม (Ca²⁺) ซึ่งเป็นธาตุอาหารรองที่สำคัญต่อความแข็งแรงของผนังเซลล์พืช พืชไม่ช้ำง่ายและส่งผลต่อการติดผลและคุณภาพผลผลิตที่ดีขึ้น
- ปรับค่า pH ดิน CaCO₃ เป็นสารปรับสภาพดินที่ช่วยเพิ่มค่า pH ของดินจากสภาพกรดให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสม (6.5-7.0) ซึ่งเป็นช่วงที่เชื้อ Ralstonia solanacearum เจริญได้ไม่ดี ทำให้ความรุนแรงของโรคลดลง
- ลดความรุนแรงโรค แคลเซียมคาร์บอเนตที่ขนาดเล็กมากของ จัสเตอร์ มีผลในการลดปริมาณเชื้อโรคเหี่ยวเขียว โดยค่า pH มากกว่า 7 จะลดปริมาณเชื้อได้ดี นอกจากนี้สาร Ca²⁺ ที่ได้จากการสลายตัวของจัสเตอร์ มีผลต่อปริมาณเชื้อโรคเหี่ยวเขียว เพราะไปทำให้เชื้อโรคลดการสร้างเอ็นไซม์ Pectinase ที่เชื้อก่อโรคใช้ในการเจาะทำลายต้นพืช ดังนั้นการจัดการ pH ของดินจึงไม่เพียงช่วย “ปลดล็อกปุ๋ย” ให้พืชได้รับธาตุอาหารอย่างเต็มที่ แต่ยังเป็นแนวทางสำคัญในการป้องกันและลดความเสียหายจากโรคเหี่ยวเขียวอีกด้วย
คุณสมบัติพิเศษของจัสเตอร์
ละลายน้ำได้ดี
ช่วยแก้ปัญหาดินเปรี้ยว (เป็นกรด) ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว
ช่วยรักษาความเป็นกรดด่างของดิน ให้เหมาะแก่การเติบโตของพืช
ช่วยให้พืชดูดซึมธาตุอาหารในดินได้มากขึ้น
ใช้ได้กับพืชทุกชนิดและทุกการเจริญเติบโต


การจัดการที่ดีควรทำควบคู่กันไปแบบผสมผสาน ทั้งการจัดการดินและการจัดการโรค โดยมีแนวทางการป้องกันกำจัดดังนี้
- ปรับดินก่อนปลูก ใช้ จัสเตอร์ ปรับค่าความเป็นกรด-ด่างของดิน (pH) อยู่ในช่วง 6.0-6.8 อัตราน้ำ 80-100 ลิตร/ไร่
pH ต่ำกว่า 4.5 15 ลิตร/ไร่
pH 4.5-5.5 10 ลิตร/ไร่
pH 5.6-9.5 5 ลิตร/ไร่
- หากไม่ทราบค่า pH แนะนำใช้ จัสเตอร์ ในอัตรา 5 ลิตร/ไร่ใช้ ไตร-แท๊บ 1 กก. ผสม ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก 100-500 กก.หว่านในแปลงปลูก
- เพาะกล้าใช้ ไตร-แท๊บ 1 กก. ผสมวัสดุปลูก 100-500 กก.
- รดต้นกล้าด้วย บาซิทัส อัตรา 50-100 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร รดทุก 7 วัน
- หลังย้ายกล้า บาซิทัส อัตรา 1 กก. + เจน-แบค 500 กรัม + จัสเตอร์ 500 ซีซี ต่อไร่ ปล่อยไปกับระบบน้ำ ทุก 5-7 วัน

เรียบเรียงข้อมูลโดย: หนึ่งฤทัย ไหมพรหม
03 ตุลาคม 2568
ผู้ชม 1153 ครั้ง