ผักสลัดปลูกในระบบไฮโดรโปนิกส์รากเน่าแก้ไขอย่างไร
ผักสลัดปลูกในระบบไฮโดรโปนิกส์รากเน่าแก้ไขอย่างไร
ตอบปัญหาเกษตรกร :
คำถาม : ผักสลัดปลูกในระบบไฮโดรโปนิกส์รากเน่าแก้ไขอย่างไร
คำตอบ : ปัญหารากเน่าในผักสลัดที่ปลูกในระบบไฮโดรโปนิกส์แบบ NFT (Nutrient Film Technique) เป็นเรื่องที่พบบ่อยมาก ดยเฉพาะในสภาพอากาศร้อนและความชื้นสูง ซึ่งจะกระทบต่ออัตราการเจริญเติบโตและทำให้ผลผลิตเสียหายได้
ซึ่งเกิดได้หลายสาเหตุ เช่น
1.สภาพแวดล้อมในระบบ NFT ค่าความเป็นกรด-ด่าง ที่แกว่ง น้ำร้อนเกินไป (>28 °C) ทำให้รากอ่อนแอ ค่าออกซิเจนต่ำ DO (Dissolved Oxygen) ต่ำ <5 mg/L รากขาด
ออกซิเจนการหมุนเวียนน้ำไม่ดี ทำให้รากเปลี่ยนสี เกิดการติดเชื้อโรคง่ายขึ้น ลักษณะอาการ รากจะเปลี่ยนจากใส เป็นสีน้ำตาล ไม่มีกลิ่นเหม็น ใบจะซีด ต้นจะเจริญเติบโตช้า
2.โรครากเน่าที่เกิดจากเชื้อรา Pythium spp เป็นสาเหตุหลักของการปลูกแบบ (NFT)
ลักษณะอาการ รากเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ช้ำ และเปื่อยยุ่ย ลำต้นบริเวณใกล้ผิวดินมีรอยเน่าสีน้ำตาลถึงดำ ใบเหลือง ซีด และเหี่ยวลู่ลง การเจริญเติบโตของต้นหยุดชะงัก และอาจมีกลิ่นเหม็นคล้ายไข่เน่าจากสารละลายธาตุ

การป้องกันการโรครากเน่า
1. ก่อนปลูกและหลังปลูกควรทำความสะอาดฆ่าเชื้อที่โรงเรือนด้วย ยูชอยส์ อัตรา 30 กรัม /น้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่วโรงเรือน
2. เลือกใช้เมล็ดพันธุ์ที่มาจากแหล่งที่ปลอดโรค สามารถคลุกเมล็ดผักด้วย ไตร-แท๊บ อัตรา 10 กรัม ต่อเมล็ด 1 กิโลกรัม หรือแช่เมล็ดพันธุ์ในน้ำอุ่น 49-50 องศาเซลเซียส นาน 20-25 นาที เพื่อเป็นการฆ่าเชื้อโรคที่ติดมากับเมล็ดพันธุ์
3. ใช้ ไตร-แท๊บ ตั้งแต่ระยะเพาะกล้า โดยปล่อยไปกับระบบน้ำในรางเพาะกล้า อัตราการใช้ 1 กิโลกรัม ต่อน้ำ 2000 ลิตร เพื่อเป็นการป้องกันการเกิดโรคตั้งแต่ระยะกล้า
4. หลังย้ายกล้าลงระบบ ให้ใช้ เจน-แบค โดยปล่อยไปกับระบบน้ำในรางปลูก อัตราการใช้ 1 กิโลกรัม ต่อน้ำ 4000 ลิตร และให้เติมเชื้อ เจน-แบค ทุก 7-10 วัน
5. ควรหมั่นสำรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบต้นพืชเป็นโรคให้รีบนำออกจากรางปลูก เพื่อควบคุมโรคจะช่วยให้ไม่เกิดการระบาดในระบบปลูกได้

15 กันยายน 2568
ผู้ชม 1378 ครั้ง