จบปัญหาโรคเหี่ยวเขียวในมันฝรั่งด้วยชุด 3 พลังบวก
จบปัญหาโรคเหี่ยวเขียวในมันฝรั่งด้วยชุด 3 พลังบวก
จบปัญหาโรคเหี่ยวเขียวในมันฝรั่งด้วยชุด 3 พลังบวก
เริ่มเข้าสู่ช่วงฤดูกาลปลูกมันฝรั่ง ซึ่งจะเริ่มปลูกในช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค. และเก็บเกี่ยวช่วงเดือน ก.พ.- มี.ค. อย่างไรก็ตาม มันฝรั่งที่มีการปลูกซ้ำที่ บางพื้นที่เกษตรกรอาจพบปัญหาโรคพืชและแมลงศัตรูที่กระทบต่อผลผลิต
“รู้ไหม…โรคเพียงโรคเดียว สามารถทำให้ผลผลิตมันฝรั่งลดลงได้เกือบครึ่ง!
หนึ่งในโรคที่สำคัญที่ทำให้ผลผลิตลดลงจำนวนมาก คือ โรคเหี่ยวเขียว (Bacterial wilt) ซึ่งเป็นปัญหาโรคที่สำคัญของเกษตรกร นอกจากนี้ยังมีปัญหาโรคอื่นๆ โรคทางใบ เช่น โรคไหม้ปลายใบ โรคใบจุด โรคทางดิน เช่นราเม็ดผักกาด โรคแข้งดำ โรคขี้กลาก โรคเหี่ยวและโรคหัวเน่าแห้ง
โรคที่สำคัญในมันฝรั่ง
โรคทางดิน
-โรคเหี่ยวเขียว (Bacterial wilt)
สาเหตุ: เกิดจากแบคทีเรีย Ralstonia solanacearum
อาการ: พืชจะแสดงอาการเหี่ยวเฉาอย่างรวดเร็ว แม้ดินมีความชื้นเพียงพอ เมื่อตัดลำต้นหรือตัดหัวมันฝรั่งตามขวางจะมีน้ำเมือกสีขาวขุ่นไหลออกจากท่อน้ำเลี้ยง หัวเน่าเสียคุณภาพ
-โรคราเม็ดผักกาด (Sclerotium rot)
สาเหตุ: เกิดจากเชื้อรา Sclerotium rolfsii
อาการ: บริเวณโคนต้นใกล้ผิวดินเน่าเป็นสีน้ำตาล มีเส้นใยสีขาวคล้ายสำลีเจริญคลุม และพบเม็ดสเคลอโรเทียมสีน้ำตาลเล็กๆ ติดอยู่ เมื่อโรครุนแรงทำให้ต้นเหี่ยวตาย
-โรคแข้งดำ (Black leg)
สาเหตุ: เกิดจากแบคทีเรีย Pectobacterium atrosepticum
อาการ: โคนต้นและก้านใบส่วนล่างเน่าเป็นสีดำ ต้นเหี่ยว หัวเน่าเละและมีกลิ่นเหม็น ทำให้เสียคุณภาพและไม่สามารถเก็บรักษาได้
-โรคขี้กลาก (Common scab)
สาเหตุโรค : เชื้อแบคทีเรียในสกุล Streptomyces โดยเฉพาะ Streptomyces scabies
อาการ : ผิวหัวมันฝรั่งมีแผลนูน ขรุขระ สีค่อนข้างคล้ำ–น้ำตาล แผลอาจเป็นแบบ แผลนูน (raised scab), แผลเรียบ (flat scab) หรือ แผลลึก (pitted scab) โรคนี้ไม่ค่อยทำให้หัวเน่า แต่ทำให้หัวขายไม่ได้ราคา
-โรคหัวเน่าแห้ง (Fusarium dry rot) และโรคเหี่ยว (Fusarium wilt)
สาเหตุ: Fusarium spp.
อาการ: หัวเน่าแห้ง หัวมันฝรั่งมีแผลแห้งเป็นโพรง เนื้อด้านในเน่าแห้ง เนื้อในเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล–ดำ แห้งยุ่ย หัวที่เก็บรักษาไว้จะเสียหายระหว่างการเก็บ
อาการ : โรคเหี่ยว ใบล่างเหลืองก่อน แล้วค่อย ๆ ลามขึ้นด้านบน ต้นแคระแกร็น เหี่ยวเฉา โดยเฉพาะช่วงแดดจัด

โรคทางใบ
-โรคไหม้ปลายใบ (Late blight)
สาเหตุ: Phytophthora infestans
อาการ: ใบมีแผลสีน้ำตาลไหม้ ขอบแผลมีสีเขียวคล้ำหรือขาว มันฝรั่งใต้ดินเน่าสำคัญมาก เพราะทำให้ผลผลิตเสียหายเกือบทั้งหมด
-โรคใบไหม้ต้นฤดูหรือใบจุด (Early blight)
สาเหตุ: Alternaria solani
อาการ: ใบมีจุดกลมสีน้ำตาลเข้ม จุดมักมีวงแหวนซ้อน ๆ คล้ายเป้า (target spot) เริ่มจากใบล่างแล้วลามขึ้นบน

แนวทางการป้องกันกำจัดโรค
ควรทำตั้งแต่เริ่มแรกก่อนปลูกไปจนถึงเก็บเกี่ยวและควรใช้ วิธีผสมผสานจึงจะสามารถ ป้องกันและควบคุมการแพร่ระบาดของโรคได้
1. พื้นที่ที่เคยพบว่ามีการระบาดของโรคควรปลูกพืชหมุนเวียน เช่น ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ควรกำจัดวัชพืช ในแปลงให้หมด หรือจะไถดินตากแดดสัก 2-3 ครั้ง
2. ควรปรับสภาพดินให้อยู่ในช่วง pH 5.5-6.5 ด้วย จัสเตอร์ (สารปรับปรุงสภาพดินชนิดน้ำ) ใช้ฉีดพ่นลงดิน หรือปล่อยไปกับระบบน้ำ อัตราโดยปริมาณน้ำ 80-100 ลิตร/ไร่ แนะนำให้เกษตรกรวัด pH ดินก่อนใช้เพื่อให้ปรับดินได้อย่างถูกต้อง
2.1 pH น้อยกว่า 4.5 ควรใช้ 15 ลิตร/ไร่
2.2 ช่วง pH 4.5-5.5 ควรใช้ 10 ลิตร/ไร่
2.3 ช่วง pH 5.5-6.5 (หรือในกรณีไม่ทราบค่า pH ของดิน) ควรใช้ 5 ลิตร/ไร่
3. แช่หัวมันฝรั่งด้วย ไตร-แท๊บ อัตรา 50 กรัม + บาซิทัส 50 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร นาน 20 นาทีและทิ้งให้แห้งก่อนนำปลูก เพื่อช่วยลดโรคที่ติดไปกับหัวมันฝรั่ง
4. หว่านในแปลงปลูกโดยใช้ ไตร-แท๊บ อัตรา 1 กิโลกรัมผสมวัสดุปลูก ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก 100 กิโลกรัมต่อไร่ หรือใช้ใช้ ไตร-แท๊บ อัตรา 1 กิโลกรัมต่อไร่ ฉีดพ่นลงดินหรือปล่อยไปกับระบบน้ำ
5. ป้องกันการเกิดโรค ใช้ เจน-แบค 1 กิโลกรัม + บาซิทัส 500 กรัม + จัสเตอร์ 100 ซีซีต่อไร่ ฉีดพ่นลงดินบริเวณโคนต้น ฉีดพ่นลงดินบริเวณโคนต้นหรือปล่อยไปกับระบบน้ำหยดทุก 14 วัน
และเมื่อเริ่มพบอาการของโรคในแปลงปลูกใช้ เจน-แบค 1 กิโลกรัม + บาซิทัส 1 กิโลกรัม + จัสเตอร์ 100 ซีซีต่อไร่ ฉีดพ่นทุก 7-10 วัน หากมีอาการที่ส่วนเหนือดินควรฉีดพ่นให้สัมผัสบริเวณแผล
6. ถ้าปลูกพืชไปแล้วมีโรคระบาดต้องถอนต้นที่เป็นโรคออกจากแปลงและเผาทำลายไม่ควรให้น้ำแบบไหล ตามร่องเพราะ เชื้อสาเหตุโรคเหี่ยวเขียวสามารถแพร่กระจายไปกับน้ำได้ แนวทางการป้องกันโรคในมันฝรั่งจะช่วยให้เกษตรกรสามารถกลับมาปลูกซ้ำที่ได้ นอกจากนี้ยังเป็นแนวทางที่ช่วยลดการพึ่งพาสารเคมีจึงทำให้เกษตรกรสามารถปลูกได้อย่างปลอดภัยและยั่งยืน

ขอบคุณรูปภาพจาก: https://plantura.garden/uk/vegetables/potatoes/potato-diseases ,
www.dpird.wa.gov.au and lucidcentral.org, M.McGrath, Cornell University, Sclerotium rot on Potato Photo: XlllllXllllX/ Shutterstock.com,
Common scab Photo: courtesy of Eugenia Banks.,Fusarium Tuber Dry Rot Photo:UtahstateUniversity, Late blight Photo : cropaia,Early blight Photo t: Gerald Holmes, Strawberry Center, Cal Poly San Luis Obispo, Bugwood.org,
09 ตุลาคม 2568
ผู้ชม 1563 ครั้ง